| บ่อละ | 2.5 | ไร่ | |||||
| ทุนจม | แปรผันใช้อาหารสำเร็จรูป | แปรผันใช้อาหารสำเร็จรำ | |||||
| 0 | ค่าเช่า | ||||||
| 1 | วัดค่า Phดิน | 4.6 (assumtion) | |||||
| ค่าจุลินทรีย์ฝาแดง | 1600 บาท | 1600 | 1600 | ||||
| 2 | ค่าเรือลากโซ่ | ||||||
| 3 | เครื่องให้อากาสใต้น้ำ 2 ตัว 2.8 amp | 32,000.00 | 14400 | 14400 | |||
| 4 | ค่าคนงาน | คนละ9000บาทุ6เดือน | 54,000.00 | 54,000.00 | |||
| 5 | เครื่องตีผิวน้ำ 1 ตัว4แขน 6ชมต่อวัน | 50,000.00 | 8000 | 8000 | |||
| 6 | ท่อสูบน้ำ 8 inch | 10,000.00 | 2000 | 2000 | |||
| เป้าหมายการเลี้ยง 30ตัวต่อ กก | |||||||
| 30x1600 | |||||||
| 48,000.00 | ต่อไร่ | ||||||
| พื้นที่ | 2.5 | ไร่ | |||||
| ต้องลงลูกกุ้ง | 120,000.00 | ตัว | |||||
| ราคาตัวละ | 15 | สตางค์ | |||||
| 7 | ราคาลูกกุ้ง | 18,000.00 | 18,000.00 | ||||
| 8 | ค่าอาหาร | ||||||
| 8.1 | อาหารสำเร็จรูปที่ FCR 2:1 | ||||||
| ลูกกุ้ง 120000x0.7 | 84000 | ||||||
| 30ตัวต่อกกได้ | 2800 | ||||||
| อาหารกกละ40บาท | 112000 | 112000 | |||||
| ค่าจุลินทรีย์ฝาขาว 5gต่อ1กก อาหาร | |||||||
| วันละ100g120วัน | 12kg | ||||||
| KGละ | 1500 | บาท | 18000 | ||||
| 8.2 | ถ้าใช้รำ วันละ 5 กก | ||||||
| กกละ | 15 บาท | ||||||
| จุลินทรีย์ฝาเขียววันละ 100บาท | |||||||
| รวมต่อวัน | 175 | บาท | |||||
| เป็นเงินค่าอาหารที่ใช้รำ | 21000 | ||||||
| รวมค่าใช้จ่าย | 228000 | 119000 | |||||
| ผลผลิต | 2800 | กก | |||||
| ราคากกละ | 150 | บาท | |||||
| เป็นเงิน | 420000 | 420000 | |||||
| กำไร | 192000 | 301000 | |||||
วันอาทิตย์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2556
ตัวเลขเลี้ยงกุ้ง
วันเสาร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2556
ค่า pH ของสารละลาย
pH (positive potential of the hydrogen ions) หมายถึง ค่าที่แสดงความเข้มข้นของไฮโดรเจนไอออน (H+) หรือไฮโดรเนียมไอออน (H3O+) เป็นค่าที่ใช้บอกความเป็นกรดหรือเบสของสารละลาย โดยค่า pH นั้นเป็นค่าลอการิทึม (log)
โดยที่ [H3O+] คือ ความเข้มข้นของ H3O+ หรือ H+ เป็นโมล/ลิตร
น้ำบริสุทธิ์ ที่อุณหภูมิ 250C จะมี [H3O+] = 1 x 10-7 โมล/ลิตร
ดังนั้น pH = -log [H3O+] = -log [1 x 10-7] = 7
นั่นคือ pH ของน้ำบริสุทธิ์ ที่อุณหภูมิ 25 0C เท่ากับ 7 แสดงว่าน้ำมีสภาพเป็นกลาง คือ ไม่มีความเป็นกรดหรือเบส
นอกจากจะบอกความเป็นกรดเป็นเบสของสารละลายด้วยค่า pH แล้วยังสามารถใช้ค่า pOH ของสารละลาย หมายถึง ค่าที่บอกความเข้มข้นของ OH-
สร้างโดย:
อ.กุลรณี อารีมิตร และ น.ส.ชลฤดี ชัยณรงค์ศิริพร
What You Should Know About
| ||||||||||||||||||||||
How does the ammonia ISE work?
In order to understand the limitations of ammonia measurement, it is important to gain a fundamental understanding of the how the ammonia ISE works.
In water, ammonia exists simultaneously as two forms: as free unionized gaseous ammonia (NH3) and as the ionized ammonium ion (NH4+). The ratio of NH3 to NH4+that exists in water depends mostly on the pH and to a lesser degree the temperature;
Dissolved NH3 is gaseous and passes thru the hydrophobic membrane of the ammonia ISE. The pH change of the electrolyte solution on the other side of the membrane caused by the diffused gas is sensed by the inner body of the ammonia electrode—a pH electrode. The pH change is relative to the amount of dissolved NH3 present and can be measured with a pH or Ion meter capable of mV readings or, better yet, direct ion concentration.
Why is ammonia measurement more difficult than pH measurement?
General DOs
| To prepare 1L solutions of: | Good | Serial Better | Serial Gravimetric Best |
| 100 ppm | 900 mL DI water | 900 mL DI water | 900.0 grams DI water |
| 10 ppm | 990 mL DI water | 900 mL DI water | 900.0 grams DI water |
| 1 ppm | 999 mL DI water | 900 mL DI water | 900.0 grams DI water |
การควบคุมค่า pH ในกุ้ง
การควบคุมค่า pH ในกุ้ง
|
จากข้อมูลการเลี้ยงกุ้งในพื้นที่ต่าง ๆ พอจะสรุปได้ชัดเจนว่า
ถ้าพีเอชต่ำหรือสูงเกินไป จะมีผลต่อการเจริญ
เติบโต นอกจากนั้นปริมาณอัลคาไลน์ที่ต่ำและสูงเกินไป ยังมีผลต่ออัตรารอดและการเติบโตของกุ้งด้วย เกิน 0.8 (ในอดีตใช้ 0.5 แต่ในความเป็นจริงคิดว่าทำได้ยากมาก) ค่าที่แตกต่างเกิน 0.5 แต่ไม่ถึง 1.0 ถ้าเป็น การเลี้ยงกุ้งระบบความเค็มต่ำก็ไม่มีปัญหาอะไรมากนัก น้อยกุ้งจะโตช้าอัตรารอดอาจจะต่ำควรที่จะเติมวัสดุปูนเช่นถ้าพีเอชาของน้ำตอนเช้า 7.2 เติมปูนขาว 10 กิโลกรัมต่อไร่ในตอนเช้าและอาจจะเติมโดไลไมท์ 20-25 กิโลกรัมต่อไร่ในเวลาประมาณ 9-10 โมงเช้า จะทำ ให้พีเอชและสีน้ำดีขึ้น ไม่ควรปล่อยให้พีเอชในตอนเช้าต่ำกว่า 7.5 สำหรับบ่อที่กุ้งยังมีขนาดเล็ก บ่อที่กุ้งมีอายุ มากขึ้นพีเอชตอนเช้าควรอยู่ระหว่าง 7.5-7.8 หรือสารที่เป็นกรด ลดพีเอชทีละน้อยเพื่อป้องกันการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในบ่อ ให้พีเอชของน้ำตอนเช้าไม่ เกิน 8.0 จะสังเกตเห็นว่ากุ้งลอกคราบและกินอาหารเพิ่มขึ้นถ้าไม่สามารถลดพีเอชลงได้ กุ้งจะโตช้ามาก และอัลคาไลน์ต่ำกว่า 50 ลูกกุ้งจะลอกคราบไม่ออก อัตรารอดจะต่ำมากสามารถสังเกตได้ภายในไม่เกิน 3 สัปดาห์ หลังจากปล่อยลูกกุ้ง การแก้ไข เติมวัสดุปูนเพิ่มพีเอชตอนเช้าไม่ให้ต่ำกว่า 7.5 และทำให้สีน้ำให้ดีขึ้น ค่าอัลคาไลน์ จะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นได้ ในกรณีที่เลี้ยงกุ้งในพื้นที่ความเค็มต่ำ ถ้าเตรียมบ่อนานเกินไปก่อนปล่อยลูกกุ้ง อาจจะมี สาหร่ายน้ำจืดเกิดขึ้นตามพื้นบ่อ จนทำให้น้ำในบ่อใสมาก จะมีผลทำให้อัลคาไลน์ลดต่ำลงไปด้วย ซึ่งจะผลต่อ อัตรารอดของลูกกุ้ง จึงจำเป็นเป็นต้องตรวจวัดอัลคาไลน์อย่างสม่ำเสมอส่วนในกรณีที่เลี้ยงกุ้งริมชายฝั่งทะเล ที่มีหอยขี้นก (หอยเจดีย์) มาก การเพิ่มจำนวนของหอยขี้นกในช่วงแรกจะมีการใช้แคลเซียมสร้างเปลือกหอยและ ทำให้อัลคาไลน์และพีเอชของน้ำต่ำลงมาก น้ำทะเลที่มีอัลคาไลท์ประมาณ 100 พีพีเอ็มและพีเอชประมาณ 8.0 ถ้า มีลูกหอยขี้นกเป็นจำนวนมากอาจจะเหลืออัลคาไลน์ไม่ถึง 50 พีพีเอ็มและพีเอชอาจจะลดลงมาจาก 8.0 เหลือไม่ถึง 7.5 ภายในช่วง 30 วันแรกที่ปล่อยลูกกุ้ง การแก้ไขต้องเติมวัสดุปูนอย่างต่อเนื่องให้ค่าพีเอชไม่ต่ำกว่า 7.5 ใน ตอนเช้า จะช่วยลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นได้ส่วนอัลคาไลน์จะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นในเวลาต่อมาเมื่อหอยเจดีย์โตเต็มที่ สากไม่ลอกคราบ การกินอาหารลดลง ส่งผลให้กุ้งโตช้ามาก การแก้ไขต้องลดพีเอชลงมาให้ตอนเช้าไม่เกิน 8.0 โดยใช้ฟอร์มาลินหรือกรดอย่างอ่อน การใช้ยาและสารเคมี เกษตรกรบางรายมีการใช้ยาและสารเคมีอย่างพร่ำเพรื่อเกินความจำเป็นใช้ตามเคยชิน ทำให้ต้นทุน ในการผลิตสูงเพิ่มขึ้นด้วย โดยเฉพาะฟาร์มรายย่อยขนาดเล็กที่ไม่มี ความเข้าใจทางวิชาการมากนัก มัก จะเลี้ยงกุ้งด้วยการใช้ยาและสารเคมีหรือผลิตภัณฑ์ตามคำโฆณาชวนเชื่อมากเกินไปเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง ควรต้องพิจารณาตามเหตุและผลอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจจะใช้ผลิตภัณฑ์ใด ๆ และคำนึงถึงต้นทุน ที่จะเพิ่มขึ้นด้วย นอกจากนั้นต้องระมัดระวังในการใช้สารเคมีและปฏิชีวนะ ถ้าหากใช้ไม่ถูกต้องตามหลัก วิชาการจะเกิดปัญหายาตกค้างและจะมีปัญหาการส่งออกได้ ต้องระลึกเสมอว่ากุ้งที่ได้ขนาดพอจะขายได้ แล้ว ห้ามใช้ยาปฏิชีวนะโดยเด็ดขาด แม้ว่ากุ้งจะป่วยหรือมีปัญหา ต้องใช้การจัดการเรื่องคุณภาพน้ำและ สภาพต่าง ๆ ในบ่อให้ดีขึ้นและต้องเข้าใจด้วยว่ายาปฏิชีวนะไม่สามารถรักษาโรคที่เกิดจากไวรัส เช่น หัวเหลืองและดวงขาวได้ยาและสารเคมีที่ใช้ควรจะได้รับอนุญาตให้กับสัตว์น้ำหรือกุ้งโดยสำนักงานคณะ กรรมการอาหารและยาจากต่างประเทศผู้ซื้อกุ้งและหรือจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย) ประเทศไทยหรือ กรมประมงดังนั้นชนิดของยาและสารเคมีที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ในอนาคตอาจจะต้องมี การเปลี่ยนแปลงหรือห้ามใช้ตามที่ระบุโดยหน่วยงานที่มีอำนาจในการควบคุมดูแลด้วย |
จุลินทรีย์ในระบบฟาร์มเลี้ยงกุ้ง
สรุปข้อมูลการศึกษาการใช้ผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์ในระบบฟาร์มเลี้ยงกุ้ง
คุณสมบัติของจุลินทรีย์ที่มีความสำคัญต่อการเลี้ยงกุ้ง
1. คุณสมบัติทางชีวภาพ
การผลิตกุ้งในปี 53 เกิดปัญหาโรคขี้ขาว กุ้งโตช้า
กรอบแกรบ แตกไซส์ อีกทั้งแบคทีเรีย Vibrio sp. เริ่มมีการพัฒนาความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น
โดยพบว่าปริมาณ Vibrio sp. 103 cfu/ml ขึ้นไป สามารถทำให้กุ้งตายได้
ซึ่งในตะกอนเลนส่วนใหญ่จะพบ Vibrio sp. ประมาณ 105cfu/ml นอกจากนี้ยังพบไวรัสตัวแดงดวงขาวอีกด้วย
ทำให้ปีนี้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งเลี้ยงกุ้งยากขึ้นและต้นทุนสูง
ดังนั้นในผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์จึงจำเป็นต้องมีการคัดเลือกสายพันธุ์ที่มีคุณสมบัติในการยับยั้งแบคทีเรียก่อโรคเหล่านี้
เช่น lactic acid bacteria (LAB) หรือ acetic acid
bacteria (AAB)
2. คุณสมบัติทางเคมี
ของเสียที่กุ้งขับถ่ายออกมาและอาหารที่เหลือจากการกินของกุ้ง
มีองค์ประกอบหลักเป็นโปรตีน และคาร์โบไฮเดรต
การย่อยสลายสารอินทรีย์จะปลดปล่อยสารประกอบที่เป็นพิษบางชนิด เช่น แอมโมเนีย
ไนไตรท์ และไฮโดรเจนซัลไฟด์
2.1 แอมโมเนีย (Ammonia)
ความเป็นพิษของแอมโมเนียที่มีต่อสัตว์น้ำ
ส่วนใหญ่เกิดจากสัตว์น้ำไม่สามารถขับแอมโมเนียที่สะสมภายในร่างกายออกสู่ภายนอกได้
นอกจากนี้แอมโมเนียยังสามารถทำลายเหงือกสัตว์น้ำได้อีกด้วย
ส่งผลให้ประสิทธิภาพการแลกเปลี่ยนออกซิเจนเข้าสู่ภายในร่างกายลดลง
2.2 ไนไตรท์ (Nitrite)
ไนไตรท์มีคุณสมบัติในการจับกับเม็ดเลือดได้เร็วกว่าออกซิเจน
จึงทำให้การขนถ่ายออกซิเจนในเลือดลดลง ไนไตรท์เป็นอันตรายต่อเหงือก
ทำให้กุ้งเกิดความระคายเคืองบริเวณซี่เหงือก
เป็นสาเหตุทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย
2.3 ไฮโดรเจนซัลไฟด์ (Hydrogen sulfide)
ความเป็นพิษของไฮโดรเจนซัลไฟด์
จะมีลักษณะคล้ายคลึงกับการขาดออกซิเจน เนื่องจากไปขัดขวางออกซิเจนภายในเซลล์
จุลินทรีย์ที่มีความสามารถในการกำจัดแอมโมเนียและไนไตรท์ ได้แก่ Nitrosomonas sp., Nitrobator sp., Bacillus sp. และ anammox
bacteria จุลินทรีย์ที่มีความสามารถในการกำจัดไฮโดรเจนซัลไฟด์
ได้แก่ Thiobacillus sp. และ Pseudomonas sp.
3. คุณสมบัติทางกายภาพ
สีน้ำในบ่อกุ้งส่วนใหญ่คือสีของแพลงก์ตอนที่กระจายอยู่ในน้ำ
ประโยชน์ของสีน้ำ คือช่วยลดความโปร่งของใสของน้ำในบ่อ ทำให้แสงส่งไปไม่ถึงพื้นบ่อ
เนื่องจากกุ้งขาวเป็นกุ้งที่ว่ายน้ำอยู่ตลอดเวลาที่บริเวณระดับความลึกกลางน้ำ
น้ำในบ่อเลี้ยงกุ้งขาว ควรมีความโปร่งแสง อยู่ระหว่าง 30-40 เซนติเมตร
ความเข้มของสีน้ำระดับนี้สามารถช่วยป้องกันการตกใจของกุ้งได้และช่วยลดความเครียดของกุ้งได้
เพิ่มปริมาณออกซิเจนในน้ำ
บ่อที่มีแพลงก์ตอนพืชมากหรือสีน้ำเข้มในช่วงเวลากลางวันที่มีแสงแดดแพลงก์ตอนจะมีการสังเคราะห์แสงและผลิตออกซิเจนออกมา
ในกรณีที่แพลงก์ตอนมาก สีน้ำเข้ม
เมื่อแพลงก์ตอนเหล่านั้นตายอย่างรวดเร็วหรือที่เรียกกันว่า แพลงก์ตอนดรอป
จะเกิดแอมโมเนียมาก และออกซิเจนจะลดลงมากด้วย
การตายของแพลงก์ตอนบางชนิดจะมีฟองหรือคราบของแพลงก์ตอนที่ตายปกคลุมบริเวณผิวน้ำเป็นบริเวณกว้าง
ทำให้เกิดปัญหาแพลงก์ตอนเข้าเกาะเหงือกกุ้งอ่อนแอไม่กินอาหารและตายในที่สุด
การเติมจุลินทรีย์จะช่วยในเรื่องความสมดุลย์ของแพลงก์ตอนในบ่อ
โดยการปรับปรุงสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมกับการเจริญของแพลงก์ตอนบางกลุ่มและช่วยย่อยสลายสารอินทรีย์ที่เกิดจากการตายของแพลงก์ตอน
เครื่องให้อาหารอัตโนมัติกับการใช้ผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์
ปัจจุบันเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งเริ่มมีการใช้เครื่องให้อาหารอัตโนมัติ
ซึ่งในการให้อาหารโดยใช้เครื่องให้อาหารอัตโนมัติทำให้เกิดข้อจำกัดของการใช้จุลินทรีย์ชนิดผงในการเลี้ยงกุ้ง
ซึ่งปกติการใช้จุลินทรีย์จะผสมน้ำเล็กน้อยเพื่อคลุกกับอาหาร (top dressing) แต่วิธีอาจใช้ไม่ได้กับเครื่องให้อาหารอัตโนมัติเพราะความชื้นจะทำให้อาหารติดอยู่ในเครื่อง
ในอนาคตหากมีการใช้เครื่องให้อาหารอัตโนมัติเพิ่มขึ้น
อาจทำให้เกิดข้อจำกัดในการใช้ผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์เพิ่มขึ้น
ซึ่งดูเหมือนว่าการผสมจุลินทรีย์ลงในอาหารอัดเม็ดอาจมีความจำเป็นในอนาคตก็เป็นได้
ปัจจัยที่ควรคำนึงในการผสมจุลินทรียลงในอาหารอัดเม็ด
• ปริมาณ
• การอยู่รอด
• การแตกตัว
• การอยู่รอด
• การแตกตัว
วันศุกร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2556
การใช้ชุดตรวจวัดคุณภาพน้ำอย่างถูกต้องและได้ประโยชน์สูงสุด
การใช้ชุดตรวจวัดคุณภาพน้ำอย่างถูกต้องและได้ประโยชน์สูงสุด
ในการเลี้ยงกุ้งให้ประสบความสำเร็จนั้นจะต้องประกอบด้วยปัจจัยต่างๆ เช่น มีการเตรียมบ่อที่ดี มีการป้องกันโรคอย่างครบถ้วน ใช้ลูกกุ้งสายพันธุ์ที่ดีและปลอดจากโรค ใช้อาหารที่ดีมีคุณภาพสูง รวมทั้งมีการจัดการคุณภาพน้ำในระหว่างการเลี้ยงที่ดี ซึ่งคุณภาพน้ำที่ดีจะทำให้กุ้งไม่เครียด มีสุขภาพดี แข็งแรง มีความต้านทานต่อโรคสูงขึ้น รวมทั้งทำให้กุ้งมีการเจริญเติบโตที่ดีและมีอัตรารอดสูง โดยเฉพาะในปัจจุบันที่สภาพภูมิอากาศมีความแปรปรวนสูง ทำให้อุณหภูมิของน้ำในบ่อและความเข้มของแสงเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งจะไปรบกวนความสมดุลของระบบนิเวศในบ่อเลี้ยง ทำให้เกษตรกรจัดการด้านการเลี้ยงได้ยากขึ้น เช่น การให้อาหาร การควบคุมสีน้ำ รวมทั้งการควบคุมคุณภาพน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ดังนั้นเกษตรกรจะต้องหมั่นตรวจวัดคุณภาพน้ำเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ และจะต้องรักษาค่าคุณภาพน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมตลอดระยะเวลาการเลี้ยง ซึ่งหากค่าคุณภาพน้ำตัวใดไม่อยู่ในช่วงที่เหมาะสมจะต้องรีบดำเนินการแก้ไขในทันที ซึ่งค่าคุณภาพน้ำที่สำคัญและมีผลต่อการเลี้ยงกุ้งได้แก่
พีเอช เป็นค่าที่บอกถึงความเป็นกรด-ด่าง ของน้ำในบ่อเลี้ยงกุ้ง ซึ่งค่าพีเอชที่เหมาะสมสำหรับเลี้ยงกุ้งควรมีค่าอยู่ในช่วง 7.3-8.5 และค่าที่แตกต่างกันในรอบวันนั้นไม่ควรเกิน 0.5 ถ้าค่าพีเอชต่ำอาจจะมีการเติมวัสดุปูนเพื่อเพิ่มค่าพีเอช ลดความหนาแน่นของแพลงก์ตอนหรือเปลี่ยนถ่ายน้ำ มีการดูดตะกอนเลนอย่างสม่ำเสมอเพื่อลดการสะสมของสารอินทรีย์ หากพีเอชของน้ำมีค่าสูงจะต้องมีการเติมกากน้ำตาลโดยลงติดต่อกันอย่างน้อย 3-4 วัน รวมทั้งถ้าสีน้ำเข้มจะต้องลดความหนาแน่นของแพลงก์ตอนโดยการเปลี่ยนถ่ายน้ำ เป็นต้น
ออกซิเจนละลายน้ำ (Dissolved Oxygen, D.O.) นับว่าเป็นปัจจัยทางคุณภาพน้ำที่สำคัญที่สุด เนื่องจากส่งผลกระทบโดยตรงต่อตัวกุ้งและระบบนิเวศในบ่อเลี้ยง โดยกุ้งจะต้องใช้ออกซิเจนในกระบวนการเผาผลาญอาหารในร่างกาย เพื่อให้ได้พลังงานออกมาใช้ในกิจกรรมต่างๆ ของการดำรงชีวิต เช่น การลอกคราบ การเจริญเติบโต และการขับถ่ายของเสีย เป็นต้น นอกจากนี้จุลินทรีย์ยังจำเป็นต้องใช้ออกซิเจนในกระบวนการย่อยสลายสารอินทรีย์ต่างๆ ในบ่อ โดยค่าที่เหมาะสมและเพียงพอต่อกุ้งคือจะต้องไม่ต่ำกว่า 5 พีพีเอ็มในตอนเช้า ซึ่งหากปริมาณออกซิเจนละลายน้ำในบ่อไม่เพียงพอนั้น สามารถแก้ไขได้หลายวิธีขึ้นอยู่กับสาเหตุ เช่น อย่าให้อาหารเหลือมากจนเกินไป มีการดูดตะกอนเลน มีการเติมหรือเปลี่ยนถ่ายน้ำหากน้ำในบ่อเลี้ยงมีสีเข้มจนเกินไป รวมทั้งมีการเพิ่มและบริหารเครื่องให้อากาศอย่างมีประสิทธิภาพโดยเฉพาะเมื่อกุ้งที่เลี้ยงมีขนาดใหญ่ขึ้นและมีการเลี้ยงอย่างหนาแน่น เป็นต้น
อัลคาไลนิตี้ ทำหน้าที่เป็นบัฟเฟอร์คือควบคุมพีเอชของน้ำไม่ให้แกว่งในแต่ละรอบวัน เป็นแหล่งสำรองของคาร์บอนไดออกไซด์ในการสังเคราะห์แสงของแพลงก์ตอนพืช โดยค่าอัลคาไลนิตี้ที่เหมาะสมสำหรับการเลี้ยงกุ้งคือ ไม่ควรต่ำกว่า 100 พีพีเอ็ม ซึ่งหากอัลคาไลนิตี้ในน้ำมีค่าต่ำก็สามารถแก้ไขได้โดยการเติมวัสดุปูน เช่น แคลเซียมคาร์บอเนต หรือโซเดียมไบคาร์บอเนต เป็นต้น
แอมโมเนีย เกิดขึ้นเนื่องจากการขับถ่ายของกุ้ง และจากกระบวนการย่อยสลายสารประกอบไนโตรเจนโดยจุลินทรีย์ ซึ่งถ้ามีการสะสมของแอมโมเนียในน้ำมากจนเกินไปจะทำให้กุ้งขับถ่ายแอมโมเนียออกจากตัวได้น้อยลง ทำให้เกิดการสะสมอยู่ในเลือดและเนื้อเยื่อ ทำให้ค่าพีเอชของเลือดสูงขึ้นซึ่งมีผลต่อการทำงานของเอนไซม์ต่างๆ แอมโมเนียจะไปทำลายเหงือกและทำให้การขนส่งออกซิเจนได้ลดลง ทำให้กุ้งอ่อนแอ ติดโรคต่างๆ ได้ง่ายและทำให้กุ้งตายในที่สุด ซึ่งค่าที่เหมาะสมของปริมาณแอมโมเนียในน้ำโดยทั่วไปกำหนดไว้ว่าไม่ควรเกิน 1 พีพีเอ็มในรูปของแอมโมเนียรวม (Total ammonia nitrogen, TAN) ถ้าแอมโมเนียในบ่อเลี้ยงมีการสะสมมากจนเกินไป สามารถจัดการแก้ไขได้หลายวิธีทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสาเหตุ เช่น อย่าให้อาหารเหลือมากจนเกินไป มีการดูดตะกอนเลนอย่างสม่ำเสมอ เติมหรือเปลี่ยนถ่ายน้ำเพื่อลดความหนาแน่นของแพลงก์ตอนลง หรือกุ้งที่เลี้ยงหนาแน่นมากเกินไปจะต้องจับกุ้งออกขายบางส่วนเพื่อลดความหนาแน่นลง เป็นต้น
ไนไตรท์ เกิดขึ้นเนื่องจากกระบวนการไนตริฟิเคชั่น (Nitrification) โดยแบคทีเรียเปลี่ยนแอมโมเนียให้เป็นไนไตรท์ และขบวนการดีไนตริฟิเคชั่น (Denitrification) ซึ่งเกิดจากแบคทีเรียเปลี่ยนไนเตรทให้กลับมาเป็นไนไตรท์ ผลของไนไตรท์จะทำให้ความสามารถในการขนส่งออกซิเจนเข้าสู่เซลล์ของกุ้งลดลง ทำให้กุ้งขาดออกซิเจน อ่อนแอและตายในที่สุด โดยทั่วไปค่าไนไตรท์ที่เหมาะสมกำหนดไว้กว้างๆ ว่าไม่ควรเกิน 1 พีพีเอ็ม แต่อย่างไรก็ตาม ระดับความเป็นพิษของไนไตรท์จะถูกยับยั้งโดยคลอไรด์ในน้ำ ดังนั้นการเลี้ยงกุ้งที่ความเค็มสูงซึ่งก็จะมีปริมาณคลอไรด์ในน้ำสูงด้วย ส่งผลทำให้ความเป็นพิษของไนไตรท์ต่อกุ้งลดน้อยลง ในขณะที่การเลี้ยงกุ้งที่ความเค็มต่ำจะมีปริมาณคลอไรด์ในน้ำอยู่น้อย ทำให้ความเป็นพิษของไนไตรท์ต่อกุ้งเพิ่มมากขึ้น ซึ่งวิธีการจัดการเมื่อปริมาณไนไตรท์ในบ่อเลี้ยงสูงนั้นสามารถแก้ไขได้ตามวิธีการลดปริมาณแอมโมเนีย
แร่ธาตุต่างๆ เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม และโปแตสเซียม เป็นต้น กุ้งต้องใช้แร่ธาตุเหล่านี้ในกระบวนการต่างๆ เช่น การสร้างเปลือก ควบคุมระบบประสาทและกล้ามเนื้อ เป็นองค์ประกอบในการทำงานของเอนไซม์ต่างๆ และทำหน้าที่ในรักษาสมดุลเกลือแร่ต่างๆ ระหว่างร่างกายกับสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ซึ่งในพื้นที่การเลี้ยงกุ้งความเค็มต่ำเกษตรกรอาจจะประสบปัญหาแร่ธาตุในน้ำที่ไม่เพียงพอได้ ซึ่งจะส่งผลทำให้กุ้งมีการเจริญเติบโตและอัตรารอดที่ต่ำ อ่อนแอและติดโรคต่างๆ ได้ง่าย ซึ่งค่าที่เหมาะสมของแร่ธาตุต่างๆ ในน้ำที่ความเค็มน้อยกว่า 15 พีพีที คือ แคลเซียม 250 พีพีเอ็ม แมกนีเซียม 400 พีพีเอ็ม และโปแตสเซียม 150 พีพีเอ็ม แต่ถ้าในน้ำที่เลี้ยงมีความเค็มมากกว่า 15 พีพีที ปริมาณแร่ธาตุที่เหมาะสมคือ แคลเซียม 300 พีพีเอ็ม แมกนีเซียม 600 พีพีเอ็ม และโปแตสเซียม 200 พีพีเอ็ม ซึ่งเกษตรกรสามารถเพิ่มแคลเซียมในน้ำได้โดยใช้ปูนแคลเซียมซัลเฟต (ปูนยิปซั่ม) หรือแคลเซียมคลอไรด์ เพิ่มแมกนีเซียมในน้ำได้โดยใช้แมกนีเซียมซัลเฟต (ดีเกลือ) หรือแมกนีเซียมคลอไรด์ และเพิ่มโปแตสเซียมในน้ำได้โดยใช้โปแตสเซียมคลอไรด์
ในปัจจุบันการตรวจติดตามคุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยงทำได้โดยการใช้ชุดตรวจวัดคุณภาพน้ำอย่างง่ายที่เรียกว่า เทสท์ คิท (Test Kit) โดยเครือเจริญโภคภัณฑ์ได้พัฒนาชุดตรวจวัดคุณภาพน้ำที่มีคุณภาพสูงและครอบคลุมค่าคุณภาพน้ำที่จำเป็นต่อการเลี้ยงกุ้งทั้งหมด ประกอบด้วย ชุดตรวจวัดพีเอช (pH Test Kit) ชุดตรวจวัดอัลคาไลนิตี้ (AQUA BASE) ชุดตรวจวัดออกซิเจนละลายน้ำ (AQUA D.O.) ชุดตรวจวัดแอมโมเนีย (AQUA AM) ชุดตรวจวัดไนไตรท์ (AQUA NITE) ชุดตรวจวัดความกระด้าง (AQUA MAG) ชุดตรวจวัดแคลเซียมและแมกนีเซียม (AQUA CALMAG) ชุดตรวจวัดโปแตสเซียม (AQUA POTASSIUM) และชุดตรวจวัดคลอรีนตกค้างในน้ำ (Chlorine Test Kit) อย่างไรก็ตามแม้ว่าวิธีการใช้ชุดตรวจวัดคุณภาพน้ำนี้จะทำได้ง่าย โดยเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งสามารถตรวจได้เองที่บ่อเลี้ยง แต่ผู้ใช้จะต้องทราบถึงขั้นตอน และข้อควรระวังในการใช้ เพื่อทำให้การตรวจวัดค่าทางคุณภาพน้ำทำได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ รวมทั้งวิธีการเก็บรักษาที่ถูกต้องด้วย โดยชุดตรวจวัดคุณภาพน้ำอย่างง่ายสามารถแบ่งออกอย่างกว้างๆ ตามหลักการวิเคราะห์ได้ 2 แบบ คือชุดตรวจวัดที่ใช้หลักการไตเตรท และชุดตรวจวัดที่ใช้หลักการเทียบสี ซึ่งหลักการและข้อควรระวังในการใช้ชุดตรวจวัดคุณภาพน้ำในแต่ละแบบสามารถสรุปได้ดังนี้
ชุดตรวจวัดที่ใช้หลักการไตเตรท (Titrimetric Method)
ชุดตรวจวัดนี้จะอาศัยหลักการที่ว่าเมื่อหยดสารเคมีลงไปในน้ำตัวอย่างแล้ว สารเคมีจะไปทำปฏิกิริยากับสารที่เราต้องการตรวจวัด โดยถ้าในน้ำตัวอย่างมีความเข้มข้นของสารที่ต้องการตรวจวัดอยู่มาก ก็จะต้องใช้จำนวนหยดหรือปริมาตรของสารเคมีที่จะไปทำปฏิกิริยามากขึ้นตามไปด้วย โดยจำนวนหยดหรือปริมาตรของสารเคมีที่ทำปฏิกิริยาพอดีกับสารที่ต้องการตรวจวัดในน้ำจะเรียกว่า จุดยุติ (End Point) โดยจะดูได้จากการเปลี่ยนสีของอินดิเคเตอร์ เมื่อนำจำนวนหยดหรือปริมาตรของสารเคมีไปคำนวณค่าก็จะสามารถทราบความเข้มข้นของสารที่ต้องการตรวจวัดในตัวอย่างน้ำได้ ชุดตรวจวัดที่ใช้หลักการนี้ ได้แก่ ชุดตรวจวัดอัลคาไลนิตี้ ชุดตรวจวัดความกระด้าง ชุดตรวจวัดออกซิเจนละลายน้ำ ชุดตรวจวัดแคลเซียมและแมกนีเซียม และชุดตรวจวัดโปแตสเซียม ซึ่งเทคนิคและข้อควรระวังในการใช้ชุดตรวจวัดนี้ มีดังนี้
การเติมน้ำตัวอย่างลงไปในหลอดทดสอบต้องให้ถึงขีดปริมาตรที่ต้องการโดยดูที่ขีดล่างของใต้ท้องน้ำ หรือถ้าใช้ไซริงค์ดูดน้ำตัวอย่างลงในหลอดทดสอบจะต้องไม่มีฟองอากาศเกิดขึ้นในไซริงค์ เพราะจะทำให้ปริมาตรของน้ำตัวอย่างผิดพลาดไป
ในการหยดน้ำยาเคมีลงไปในน้ำตัวอย่าง เพื่อให้ทำปฏิกิริยากับสารที่เราต้องการตรวจวัดนั้น ขวดหยดสารจะต้องตั้งให้ตรงอยู่ในแนวดิ่ง และหยดน้ำยาจะต้องไม่มีฟองอากาศเนื่องจากจะทำให้ได้ปริมาตรน้ำยาต่อหยดน้อยกว่าความเป็นจริง ซึ่งทำให้ต้องใช้จำนวนหยดของน้ำยาในการทำปฏิกิริยาเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ค่าการตรวจวัดที่ได้มากกว่าความเป็นจริงได้
ในการให้สารเคมีทำปฏิกิริยากับสารที่เราต้องการตรวจวัดในน้ำตัวอย่างนั้น จะต้องค่อยๆ หยดน้ำยาเคมีลงไปในน้ำตัวอย่างทีละหยดพร้อมทั้งเขย่าน้ำตัวอย่าง เพื่อให้สารเคมีทำปฏิกิริยากับสารที่เราต้องการตรวจวัดในน้ำตัวอย่างได้อย่างสมบูรณ์ จนกระทั่งถึงจุดยุติซึ่งจะสังเกตเห็นการเปลี่ยนสีของอินดิเคเตอร์ อย่าหยดน้ำยาเคมีลงในน้ำตัวอย่างทีละหลายๆ หยดแล้วเขย่า เพราะจะทำให้อาจเลยจุดยุติได้ นอกจากนี้อย่าหยดน้ำยาเร็วจนเกินไป เพราะจะทำให้ได้ขนาดหยดที่เล็กกว่าปกติและบางครั้งอาจจะนับจำนวนหยดของน้ำยาได้ไม่ทัน ทำให้การตรวจวัดผิดพลาดไปได้
ชุดตรวจวัดที่ใช้หลักการเทียบสี (Colorimetric Method)
ชุดตรวจวัดนี้จะอาศัยหลักการที่ว่าเมื่อเติมสารเคมีลงไปในน้ำตัวอย่างแล้ว สารเคมีจะไปทำปฏิกิริยากับสารที่เราต้องการตรวจวัดที่มีอยู่ในน้ำตัวอย่าง ทำให้น้ำตัวอย่างมีสีเกิดขึ้น ซึ่งสีที่เกิดขึ้นจะเข้มขึ้นตามปริมาณสารที่ต้องการตรวจวัดที่มีในน้ำตัวอย่าง เมื่อนำสีที่เกิดขึ้นไปวางเทียบกับแผ่นเทียบสีแล้วอ่านค่า ก็จะทำให้ทราบค่าความเข้มข้นของสารที่มีอยู่ในตัวอย่างน้ำ ชุดตรวจวัดที่ใช้หลักการนี้ ได้แก่ ชุดตรวจวัดแอมโมเนีย ชุดตรวจวัดไนไตรท์ ชุดตรวจวัดคลอรีนตกค้างในน้ำ รวมถึงชุดตรวจวัดค่าพีเอชด้วย ซึ่งเทคนิคและข้อควรระวังในการใช้ชุดตรวจวัดนี้ มีดังนี้
การเติมน้ำตัวอย่างลงไปในหลอดทดสอบต้องให้ถึงขีดปริมาตรที่ต้องการ โดยดูที่ขีดล่างของใต้ท้องน้ำ หรือถ้าใช้ไซริงค์ดูดน้ำตัวอย่างลงในหลอดทดสอบจะต้องไม่มีฟองอากาศเกิดขึ้นในไซริงค์ เพราะจะทำให้ปริมาตรของน้ำตัวอย่างผิดพลาดไป
หลังจากการหยดน้ำยาเคมีต่างๆ ลงไปน้ำตัวอย่างและตั้งทิ้งไว้เพื่อให้เกิดสีแล้ว จะต้องอ่านค่าของสีที่เกิดขึ้นตามระยะเวลาที่กำหนด อย่าอ่านก่อนเวลาเพราะจะทำให้ได้ค่าน้อยกว่าความเป็นจริง หรืออย่าอ่านหลังจากเลยเวลาที่กำหนดไปแล้ว เพราะสีที่เกิดขึ้นจะเข้มขึ้นตามเวลาทำให้ค่าที่อ่านได้ผิดพลาดไปจากค่าจริง
การอ่านค่าเทียบกับแผ่นเทียบสีจะต้องมองสีของน้ำตัวอย่างที่เกิดขึ้นตามวิธีการใช้ที่ระบุไว้ในฉลาก เช่น มองสีที่เกิดขึ้นโดยดูจากด้านบนของหลอดทดสอบ
เมื่อสารที่ต้องการตรวจวัด เช่น แอมโมเนีย หรือไนไตรท์ในน้ำตัวอย่างมีความเข้มข้นมากเกินกว่าที่จะตรวจวัดได้ จะพบว่าหลังจากหยดน้ำยาเคมีลงไปในน้ำตัวอย่างแล้ว สีที่เกิดขึ้นจะเข้มมากจนอ่านได้ค่าที่มากสุดของค่าบนแผ่นเทียบสี หรือบางครั้งจะพบว่าสีที่เกิดขึ้นช่วงแรกจะเข้มมาก แต่เมื่อตั้งทิ้งไว้สีจะค่อยๆ จางลง ถ้าผู้ตรวจไม่สังเกตให้ดีก็จะอ่านค่าได้เป็นศูนย์ซึ่งหมายถึงไม่พบสารที่ตรวจวัด ทั้งที่ความจริงแล้วมีสารอยู่ในน้ำตัวอย่างในปริมาณที่มากเกินไป ดังนั้นถ้าหากเกิดกรณีดังกล่าวนี้ ผู้ตรวจวัดจะต้องทำการเจือจางน้ำตัวอย่าง โดยการนำน้ำตัวอย่างมาผสมกับน้ำกลั่นหรือน้ำดื่มที่สะอาด แล้วนำมาหยดน้ำยาเคมีแล้วจึงนำไปอ่านค่าเทียบกับแผ่นเทียบสี โดยการเจือจางจะต้องเริ่มจากจำนวนเท่าน้อยๆ ก่อน เช่น 2 เท่า ถ้าอ่านค่าไม่ได้จึงค่อยเพิ่มเป็น 5 เท่า หรือ 10 เท่าไปเรื่อยๆ จนกระทั่งสามารถอ่านค่าได้ โดยค่าที่ดีที่สุดหลังการเจือจางควรเป็นค่าที่อยู่กลางๆ ของแผ่นเทียบสีเมื่ออ่านค่าจากแผ่นเทียบสีแล้วจะต้องคูณจำนวนเท่าของการเจือจางด้วยจึงจะได้ค่าที่แท้จริงของสารที่ต้องการตรวจวัดในน้ำตัวอย่าง
สำหรับวิธีการเก็บรักษาชุดตรวจวัดคุณภาพน้ำอย่างถูกต้องนั้นก็เป็นอีกขั้นตอนหนึ่งที่สำคัญ โดยควรเก็บไว้ในที่ร่ม ไม่โดนแสงแดดและควรอยู่ในที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก หลังจากการใช้งานควรปิดฝาขวดชุดตรวจวัดให้เรียบร้อยและเก็บไว้ในกล่องชุดตรวจวัด นอกจากนี้ชุดตรวจวัดที่หมดอายุไม่ควรนำมาใช้เพราะว่าสารเคมีอาจจะเสื่อมคุณภาพไปแล้ว เมื่อนำมาตรวจวัดคุณภาพน้ำจะทำให้ผลตรวจวัดที่ได้ไม่ถูกต้อง
ในการจัดการคุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยงให้มีประสิทธิภาพ นอกจากจะต้องมีการตรวจติดตามและแก้ไขคุณภาพน้ำเป็นประจำแล้ว ยังต้องคำนึงถึงแนวทางต่างๆ ที่จะส่งเสริมให้การจัดการคุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยงเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพดีขึ้นร่วมด้วย โดยควรปล่อยกุ้งลงเลี้ยงในความหนาแน่นที่เหมาะสมกับฤดูกาลและสภาพความพร้อมของแต่ละฟาร์ม ซึ่งการเลี้ยงกุ้งในความหนาแน่นที่เหมาะสม จะทำให้การจัดการเพื่อรักษาคุณภาพน้ำในบ่อให้อยู่ในสภาวะที่เหมาะสมตลอดเวลาทำได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังต้องให้ความสำคัญกับการใช้จุลินทรีย์ตามโปรแกรมโปรไบโอติกของซีพีเอฟ ซึ่งได้ออกแบบให้สอดคล้องกับระบบนิเวศภายในบ่อเลี้ยงกุ้งในแต่ละช่วงเวลาของการเลี้ยง โดยจุลินทรีย์เหล่านี้จะช่วยย่อยสลายสารอินทรีย์ในบ่อเลี้ยงทั้งในน้ำและพื้นบ่อ ช่วยลดปัญหาน้ำหนืดจากสารอินทรีย์สะสมและแพลงก์ตอน บลูม ช่วยควบคุมพีเอชในน้ำไม่ให้แกว่ง ดังนั้นการใช้โปรแกรมโปรไบโอติกจะทำให้การจัดการสภาพแวดล้อมในบ่อเลี้ยงเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งมีโอกาสประสบความสำเร็จในการเลี้ยงเพิ่มมากขึ้น
ที่มา : ข่าวกุ้ง
ในการเลี้ยงกุ้งให้ประสบความสำเร็จนั้นจะต้องประกอบด้วยปัจจัยต่างๆ เช่น มีการเตรียมบ่อที่ดี มีการป้องกันโรคอย่างครบถ้วน ใช้ลูกกุ้งสายพันธุ์ที่ดีและปลอดจากโรค ใช้อาหารที่ดีมีคุณภาพสูง รวมทั้งมีการจัดการคุณภาพน้ำในระหว่างการเลี้ยงที่ดี ซึ่งคุณภาพน้ำที่ดีจะทำให้กุ้งไม่เครียด มีสุขภาพดี แข็งแรง มีความต้านทานต่อโรคสูงขึ้น รวมทั้งทำให้กุ้งมีการเจริญเติบโตที่ดีและมีอัตรารอดสูง โดยเฉพาะในปัจจุบันที่สภาพภูมิอากาศมีความแปรปรวนสูง ทำให้อุณหภูมิของน้ำในบ่อและความเข้มของแสงเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งจะไปรบกวนความสมดุลของระบบนิเวศในบ่อเลี้ยง ทำให้เกษตรกรจัดการด้านการเลี้ยงได้ยากขึ้น เช่น การให้อาหาร การควบคุมสีน้ำ รวมทั้งการควบคุมคุณภาพน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ดังนั้นเกษตรกรจะต้องหมั่นตรวจวัดคุณภาพน้ำเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ และจะต้องรักษาค่าคุณภาพน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมตลอดระยะเวลาการเลี้ยง ซึ่งหากค่าคุณภาพน้ำตัวใดไม่อยู่ในช่วงที่เหมาะสมจะต้องรีบดำเนินการแก้ไขในทันที ซึ่งค่าคุณภาพน้ำที่สำคัญและมีผลต่อการเลี้ยงกุ้งได้แก่
พีเอช เป็นค่าที่บอกถึงความเป็นกรด-ด่าง ของน้ำในบ่อเลี้ยงกุ้ง ซึ่งค่าพีเอชที่เหมาะสมสำหรับเลี้ยงกุ้งควรมีค่าอยู่ในช่วง 7.3-8.5 และค่าที่แตกต่างกันในรอบวันนั้นไม่ควรเกิน 0.5 ถ้าค่าพีเอชต่ำอาจจะมีการเติมวัสดุปูนเพื่อเพิ่มค่าพีเอช ลดความหนาแน่นของแพลงก์ตอนหรือเปลี่ยนถ่ายน้ำ มีการดูดตะกอนเลนอย่างสม่ำเสมอเพื่อลดการสะสมของสารอินทรีย์ หากพีเอชของน้ำมีค่าสูงจะต้องมีการเติมกากน้ำตาลโดยลงติดต่อกันอย่างน้อย 3-4 วัน รวมทั้งถ้าสีน้ำเข้มจะต้องลดความหนาแน่นของแพลงก์ตอนโดยการเปลี่ยนถ่ายน้ำ เป็นต้น
ออกซิเจนละลายน้ำ (Dissolved Oxygen, D.O.) นับว่าเป็นปัจจัยทางคุณภาพน้ำที่สำคัญที่สุด เนื่องจากส่งผลกระทบโดยตรงต่อตัวกุ้งและระบบนิเวศในบ่อเลี้ยง โดยกุ้งจะต้องใช้ออกซิเจนในกระบวนการเผาผลาญอาหารในร่างกาย เพื่อให้ได้พลังงานออกมาใช้ในกิจกรรมต่างๆ ของการดำรงชีวิต เช่น การลอกคราบ การเจริญเติบโต และการขับถ่ายของเสีย เป็นต้น นอกจากนี้จุลินทรีย์ยังจำเป็นต้องใช้ออกซิเจนในกระบวนการย่อยสลายสารอินทรีย์ต่างๆ ในบ่อ โดยค่าที่เหมาะสมและเพียงพอต่อกุ้งคือจะต้องไม่ต่ำกว่า 5 พีพีเอ็มในตอนเช้า ซึ่งหากปริมาณออกซิเจนละลายน้ำในบ่อไม่เพียงพอนั้น สามารถแก้ไขได้หลายวิธีขึ้นอยู่กับสาเหตุ เช่น อย่าให้อาหารเหลือมากจนเกินไป มีการดูดตะกอนเลน มีการเติมหรือเปลี่ยนถ่ายน้ำหากน้ำในบ่อเลี้ยงมีสีเข้มจนเกินไป รวมทั้งมีการเพิ่มและบริหารเครื่องให้อากาศอย่างมีประสิทธิภาพโดยเฉพาะเมื่อกุ้งที่เลี้ยงมีขนาดใหญ่ขึ้นและมีการเลี้ยงอย่างหนาแน่น เป็นต้น
อัลคาไลนิตี้ ทำหน้าที่เป็นบัฟเฟอร์คือควบคุมพีเอชของน้ำไม่ให้แกว่งในแต่ละรอบวัน เป็นแหล่งสำรองของคาร์บอนไดออกไซด์ในการสังเคราะห์แสงของแพลงก์ตอนพืช โดยค่าอัลคาไลนิตี้ที่เหมาะสมสำหรับการเลี้ยงกุ้งคือ ไม่ควรต่ำกว่า 100 พีพีเอ็ม ซึ่งหากอัลคาไลนิตี้ในน้ำมีค่าต่ำก็สามารถแก้ไขได้โดยการเติมวัสดุปูน เช่น แคลเซียมคาร์บอเนต หรือโซเดียมไบคาร์บอเนต เป็นต้น
แอมโมเนีย เกิดขึ้นเนื่องจากการขับถ่ายของกุ้ง และจากกระบวนการย่อยสลายสารประกอบไนโตรเจนโดยจุลินทรีย์ ซึ่งถ้ามีการสะสมของแอมโมเนียในน้ำมากจนเกินไปจะทำให้กุ้งขับถ่ายแอมโมเนียออกจากตัวได้น้อยลง ทำให้เกิดการสะสมอยู่ในเลือดและเนื้อเยื่อ ทำให้ค่าพีเอชของเลือดสูงขึ้นซึ่งมีผลต่อการทำงานของเอนไซม์ต่างๆ แอมโมเนียจะไปทำลายเหงือกและทำให้การขนส่งออกซิเจนได้ลดลง ทำให้กุ้งอ่อนแอ ติดโรคต่างๆ ได้ง่ายและทำให้กุ้งตายในที่สุด ซึ่งค่าที่เหมาะสมของปริมาณแอมโมเนียในน้ำโดยทั่วไปกำหนดไว้ว่าไม่ควรเกิน 1 พีพีเอ็มในรูปของแอมโมเนียรวม (Total ammonia nitrogen, TAN) ถ้าแอมโมเนียในบ่อเลี้ยงมีการสะสมมากจนเกินไป สามารถจัดการแก้ไขได้หลายวิธีทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสาเหตุ เช่น อย่าให้อาหารเหลือมากจนเกินไป มีการดูดตะกอนเลนอย่างสม่ำเสมอ เติมหรือเปลี่ยนถ่ายน้ำเพื่อลดความหนาแน่นของแพลงก์ตอนลง หรือกุ้งที่เลี้ยงหนาแน่นมากเกินไปจะต้องจับกุ้งออกขายบางส่วนเพื่อลดความหนาแน่นลง เป็นต้น
ไนไตรท์ เกิดขึ้นเนื่องจากกระบวนการไนตริฟิเคชั่น (Nitrification) โดยแบคทีเรียเปลี่ยนแอมโมเนียให้เป็นไนไตรท์ และขบวนการดีไนตริฟิเคชั่น (Denitrification) ซึ่งเกิดจากแบคทีเรียเปลี่ยนไนเตรทให้กลับมาเป็นไนไตรท์ ผลของไนไตรท์จะทำให้ความสามารถในการขนส่งออกซิเจนเข้าสู่เซลล์ของกุ้งลดลง ทำให้กุ้งขาดออกซิเจน อ่อนแอและตายในที่สุด โดยทั่วไปค่าไนไตรท์ที่เหมาะสมกำหนดไว้กว้างๆ ว่าไม่ควรเกิน 1 พีพีเอ็ม แต่อย่างไรก็ตาม ระดับความเป็นพิษของไนไตรท์จะถูกยับยั้งโดยคลอไรด์ในน้ำ ดังนั้นการเลี้ยงกุ้งที่ความเค็มสูงซึ่งก็จะมีปริมาณคลอไรด์ในน้ำสูงด้วย ส่งผลทำให้ความเป็นพิษของไนไตรท์ต่อกุ้งลดน้อยลง ในขณะที่การเลี้ยงกุ้งที่ความเค็มต่ำจะมีปริมาณคลอไรด์ในน้ำอยู่น้อย ทำให้ความเป็นพิษของไนไตรท์ต่อกุ้งเพิ่มมากขึ้น ซึ่งวิธีการจัดการเมื่อปริมาณไนไตรท์ในบ่อเลี้ยงสูงนั้นสามารถแก้ไขได้ตามวิธีการลดปริมาณแอมโมเนีย
แร่ธาตุต่างๆ เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม และโปแตสเซียม เป็นต้น กุ้งต้องใช้แร่ธาตุเหล่านี้ในกระบวนการต่างๆ เช่น การสร้างเปลือก ควบคุมระบบประสาทและกล้ามเนื้อ เป็นองค์ประกอบในการทำงานของเอนไซม์ต่างๆ และทำหน้าที่ในรักษาสมดุลเกลือแร่ต่างๆ ระหว่างร่างกายกับสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ซึ่งในพื้นที่การเลี้ยงกุ้งความเค็มต่ำเกษตรกรอาจจะประสบปัญหาแร่ธาตุในน้ำที่ไม่เพียงพอได้ ซึ่งจะส่งผลทำให้กุ้งมีการเจริญเติบโตและอัตรารอดที่ต่ำ อ่อนแอและติดโรคต่างๆ ได้ง่าย ซึ่งค่าที่เหมาะสมของแร่ธาตุต่างๆ ในน้ำที่ความเค็มน้อยกว่า 15 พีพีที คือ แคลเซียม 250 พีพีเอ็ม แมกนีเซียม 400 พีพีเอ็ม และโปแตสเซียม 150 พีพีเอ็ม แต่ถ้าในน้ำที่เลี้ยงมีความเค็มมากกว่า 15 พีพีที ปริมาณแร่ธาตุที่เหมาะสมคือ แคลเซียม 300 พีพีเอ็ม แมกนีเซียม 600 พีพีเอ็ม และโปแตสเซียม 200 พีพีเอ็ม ซึ่งเกษตรกรสามารถเพิ่มแคลเซียมในน้ำได้โดยใช้ปูนแคลเซียมซัลเฟต (ปูนยิปซั่ม) หรือแคลเซียมคลอไรด์ เพิ่มแมกนีเซียมในน้ำได้โดยใช้แมกนีเซียมซัลเฟต (ดีเกลือ) หรือแมกนีเซียมคลอไรด์ และเพิ่มโปแตสเซียมในน้ำได้โดยใช้โปแตสเซียมคลอไรด์
ในปัจจุบันการตรวจติดตามคุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยงทำได้โดยการใช้ชุดตรวจวัดคุณภาพน้ำอย่างง่ายที่เรียกว่า เทสท์ คิท (Test Kit) โดยเครือเจริญโภคภัณฑ์ได้พัฒนาชุดตรวจวัดคุณภาพน้ำที่มีคุณภาพสูงและครอบคลุมค่าคุณภาพน้ำที่จำเป็นต่อการเลี้ยงกุ้งทั้งหมด ประกอบด้วย ชุดตรวจวัดพีเอช (pH Test Kit) ชุดตรวจวัดอัลคาไลนิตี้ (AQUA BASE) ชุดตรวจวัดออกซิเจนละลายน้ำ (AQUA D.O.) ชุดตรวจวัดแอมโมเนีย (AQUA AM) ชุดตรวจวัดไนไตรท์ (AQUA NITE) ชุดตรวจวัดความกระด้าง (AQUA MAG) ชุดตรวจวัดแคลเซียมและแมกนีเซียม (AQUA CALMAG) ชุดตรวจวัดโปแตสเซียม (AQUA POTASSIUM) และชุดตรวจวัดคลอรีนตกค้างในน้ำ (Chlorine Test Kit) อย่างไรก็ตามแม้ว่าวิธีการใช้ชุดตรวจวัดคุณภาพน้ำนี้จะทำได้ง่าย โดยเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งสามารถตรวจได้เองที่บ่อเลี้ยง แต่ผู้ใช้จะต้องทราบถึงขั้นตอน และข้อควรระวังในการใช้ เพื่อทำให้การตรวจวัดค่าทางคุณภาพน้ำทำได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ รวมทั้งวิธีการเก็บรักษาที่ถูกต้องด้วย โดยชุดตรวจวัดคุณภาพน้ำอย่างง่ายสามารถแบ่งออกอย่างกว้างๆ ตามหลักการวิเคราะห์ได้ 2 แบบ คือชุดตรวจวัดที่ใช้หลักการไตเตรท และชุดตรวจวัดที่ใช้หลักการเทียบสี ซึ่งหลักการและข้อควรระวังในการใช้ชุดตรวจวัดคุณภาพน้ำในแต่ละแบบสามารถสรุปได้ดังนี้
ชุดตรวจวัดที่ใช้หลักการไตเตรท (Titrimetric Method)
ชุดตรวจวัดนี้จะอาศัยหลักการที่ว่าเมื่อหยดสารเคมีลงไปในน้ำตัวอย่างแล้ว สารเคมีจะไปทำปฏิกิริยากับสารที่เราต้องการตรวจวัด โดยถ้าในน้ำตัวอย่างมีความเข้มข้นของสารที่ต้องการตรวจวัดอยู่มาก ก็จะต้องใช้จำนวนหยดหรือปริมาตรของสารเคมีที่จะไปทำปฏิกิริยามากขึ้นตามไปด้วย โดยจำนวนหยดหรือปริมาตรของสารเคมีที่ทำปฏิกิริยาพอดีกับสารที่ต้องการตรวจวัดในน้ำจะเรียกว่า จุดยุติ (End Point) โดยจะดูได้จากการเปลี่ยนสีของอินดิเคเตอร์ เมื่อนำจำนวนหยดหรือปริมาตรของสารเคมีไปคำนวณค่าก็จะสามารถทราบความเข้มข้นของสารที่ต้องการตรวจวัดในตัวอย่างน้ำได้ ชุดตรวจวัดที่ใช้หลักการนี้ ได้แก่ ชุดตรวจวัดอัลคาไลนิตี้ ชุดตรวจวัดความกระด้าง ชุดตรวจวัดออกซิเจนละลายน้ำ ชุดตรวจวัดแคลเซียมและแมกนีเซียม และชุดตรวจวัดโปแตสเซียม ซึ่งเทคนิคและข้อควรระวังในการใช้ชุดตรวจวัดนี้ มีดังนี้
การเติมน้ำตัวอย่างลงไปในหลอดทดสอบต้องให้ถึงขีดปริมาตรที่ต้องการโดยดูที่ขีดล่างของใต้ท้องน้ำ หรือถ้าใช้ไซริงค์ดูดน้ำตัวอย่างลงในหลอดทดสอบจะต้องไม่มีฟองอากาศเกิดขึ้นในไซริงค์ เพราะจะทำให้ปริมาตรของน้ำตัวอย่างผิดพลาดไป
ในการหยดน้ำยาเคมีลงไปในน้ำตัวอย่าง เพื่อให้ทำปฏิกิริยากับสารที่เราต้องการตรวจวัดนั้น ขวดหยดสารจะต้องตั้งให้ตรงอยู่ในแนวดิ่ง และหยดน้ำยาจะต้องไม่มีฟองอากาศเนื่องจากจะทำให้ได้ปริมาตรน้ำยาต่อหยดน้อยกว่าความเป็นจริง ซึ่งทำให้ต้องใช้จำนวนหยดของน้ำยาในการทำปฏิกิริยาเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ค่าการตรวจวัดที่ได้มากกว่าความเป็นจริงได้
ในการให้สารเคมีทำปฏิกิริยากับสารที่เราต้องการตรวจวัดในน้ำตัวอย่างนั้น จะต้องค่อยๆ หยดน้ำยาเคมีลงไปในน้ำตัวอย่างทีละหยดพร้อมทั้งเขย่าน้ำตัวอย่าง เพื่อให้สารเคมีทำปฏิกิริยากับสารที่เราต้องการตรวจวัดในน้ำตัวอย่างได้อย่างสมบูรณ์ จนกระทั่งถึงจุดยุติซึ่งจะสังเกตเห็นการเปลี่ยนสีของอินดิเคเตอร์ อย่าหยดน้ำยาเคมีลงในน้ำตัวอย่างทีละหลายๆ หยดแล้วเขย่า เพราะจะทำให้อาจเลยจุดยุติได้ นอกจากนี้อย่าหยดน้ำยาเร็วจนเกินไป เพราะจะทำให้ได้ขนาดหยดที่เล็กกว่าปกติและบางครั้งอาจจะนับจำนวนหยดของน้ำยาได้ไม่ทัน ทำให้การตรวจวัดผิดพลาดไปได้
ชุดตรวจวัดที่ใช้หลักการเทียบสี (Colorimetric Method)
ชุดตรวจวัดนี้จะอาศัยหลักการที่ว่าเมื่อเติมสารเคมีลงไปในน้ำตัวอย่างแล้ว สารเคมีจะไปทำปฏิกิริยากับสารที่เราต้องการตรวจวัดที่มีอยู่ในน้ำตัวอย่าง ทำให้น้ำตัวอย่างมีสีเกิดขึ้น ซึ่งสีที่เกิดขึ้นจะเข้มขึ้นตามปริมาณสารที่ต้องการตรวจวัดที่มีในน้ำตัวอย่าง เมื่อนำสีที่เกิดขึ้นไปวางเทียบกับแผ่นเทียบสีแล้วอ่านค่า ก็จะทำให้ทราบค่าความเข้มข้นของสารที่มีอยู่ในตัวอย่างน้ำ ชุดตรวจวัดที่ใช้หลักการนี้ ได้แก่ ชุดตรวจวัดแอมโมเนีย ชุดตรวจวัดไนไตรท์ ชุดตรวจวัดคลอรีนตกค้างในน้ำ รวมถึงชุดตรวจวัดค่าพีเอชด้วย ซึ่งเทคนิคและข้อควรระวังในการใช้ชุดตรวจวัดนี้ มีดังนี้
การเติมน้ำตัวอย่างลงไปในหลอดทดสอบต้องให้ถึงขีดปริมาตรที่ต้องการ โดยดูที่ขีดล่างของใต้ท้องน้ำ หรือถ้าใช้ไซริงค์ดูดน้ำตัวอย่างลงในหลอดทดสอบจะต้องไม่มีฟองอากาศเกิดขึ้นในไซริงค์ เพราะจะทำให้ปริมาตรของน้ำตัวอย่างผิดพลาดไป
หลังจากการหยดน้ำยาเคมีต่างๆ ลงไปน้ำตัวอย่างและตั้งทิ้งไว้เพื่อให้เกิดสีแล้ว จะต้องอ่านค่าของสีที่เกิดขึ้นตามระยะเวลาที่กำหนด อย่าอ่านก่อนเวลาเพราะจะทำให้ได้ค่าน้อยกว่าความเป็นจริง หรืออย่าอ่านหลังจากเลยเวลาที่กำหนดไปแล้ว เพราะสีที่เกิดขึ้นจะเข้มขึ้นตามเวลาทำให้ค่าที่อ่านได้ผิดพลาดไปจากค่าจริง
การอ่านค่าเทียบกับแผ่นเทียบสีจะต้องมองสีของน้ำตัวอย่างที่เกิดขึ้นตามวิธีการใช้ที่ระบุไว้ในฉลาก เช่น มองสีที่เกิดขึ้นโดยดูจากด้านบนของหลอดทดสอบ
เมื่อสารที่ต้องการตรวจวัด เช่น แอมโมเนีย หรือไนไตรท์ในน้ำตัวอย่างมีความเข้มข้นมากเกินกว่าที่จะตรวจวัดได้ จะพบว่าหลังจากหยดน้ำยาเคมีลงไปในน้ำตัวอย่างแล้ว สีที่เกิดขึ้นจะเข้มมากจนอ่านได้ค่าที่มากสุดของค่าบนแผ่นเทียบสี หรือบางครั้งจะพบว่าสีที่เกิดขึ้นช่วงแรกจะเข้มมาก แต่เมื่อตั้งทิ้งไว้สีจะค่อยๆ จางลง ถ้าผู้ตรวจไม่สังเกตให้ดีก็จะอ่านค่าได้เป็นศูนย์ซึ่งหมายถึงไม่พบสารที่ตรวจวัด ทั้งที่ความจริงแล้วมีสารอยู่ในน้ำตัวอย่างในปริมาณที่มากเกินไป ดังนั้นถ้าหากเกิดกรณีดังกล่าวนี้ ผู้ตรวจวัดจะต้องทำการเจือจางน้ำตัวอย่าง โดยการนำน้ำตัวอย่างมาผสมกับน้ำกลั่นหรือน้ำดื่มที่สะอาด แล้วนำมาหยดน้ำยาเคมีแล้วจึงนำไปอ่านค่าเทียบกับแผ่นเทียบสี โดยการเจือจางจะต้องเริ่มจากจำนวนเท่าน้อยๆ ก่อน เช่น 2 เท่า ถ้าอ่านค่าไม่ได้จึงค่อยเพิ่มเป็น 5 เท่า หรือ 10 เท่าไปเรื่อยๆ จนกระทั่งสามารถอ่านค่าได้ โดยค่าที่ดีที่สุดหลังการเจือจางควรเป็นค่าที่อยู่กลางๆ ของแผ่นเทียบสีเมื่ออ่านค่าจากแผ่นเทียบสีแล้วจะต้องคูณจำนวนเท่าของการเจือจางด้วยจึงจะได้ค่าที่แท้จริงของสารที่ต้องการตรวจวัดในน้ำตัวอย่าง
สำหรับวิธีการเก็บรักษาชุดตรวจวัดคุณภาพน้ำอย่างถูกต้องนั้นก็เป็นอีกขั้นตอนหนึ่งที่สำคัญ โดยควรเก็บไว้ในที่ร่ม ไม่โดนแสงแดดและควรอยู่ในที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก หลังจากการใช้งานควรปิดฝาขวดชุดตรวจวัดให้เรียบร้อยและเก็บไว้ในกล่องชุดตรวจวัด นอกจากนี้ชุดตรวจวัดที่หมดอายุไม่ควรนำมาใช้เพราะว่าสารเคมีอาจจะเสื่อมคุณภาพไปแล้ว เมื่อนำมาตรวจวัดคุณภาพน้ำจะทำให้ผลตรวจวัดที่ได้ไม่ถูกต้อง
ในการจัดการคุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยงให้มีประสิทธิภาพ นอกจากจะต้องมีการตรวจติดตามและแก้ไขคุณภาพน้ำเป็นประจำแล้ว ยังต้องคำนึงถึงแนวทางต่างๆ ที่จะส่งเสริมให้การจัดการคุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยงเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพดีขึ้นร่วมด้วย โดยควรปล่อยกุ้งลงเลี้ยงในความหนาแน่นที่เหมาะสมกับฤดูกาลและสภาพความพร้อมของแต่ละฟาร์ม ซึ่งการเลี้ยงกุ้งในความหนาแน่นที่เหมาะสม จะทำให้การจัดการเพื่อรักษาคุณภาพน้ำในบ่อให้อยู่ในสภาวะที่เหมาะสมตลอดเวลาทำได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังต้องให้ความสำคัญกับการใช้จุลินทรีย์ตามโปรแกรมโปรไบโอติกของซีพีเอฟ ซึ่งได้ออกแบบให้สอดคล้องกับระบบนิเวศภายในบ่อเลี้ยงกุ้งในแต่ละช่วงเวลาของการเลี้ยง โดยจุลินทรีย์เหล่านี้จะช่วยย่อยสลายสารอินทรีย์ในบ่อเลี้ยงทั้งในน้ำและพื้นบ่อ ช่วยลดปัญหาน้ำหนืดจากสารอินทรีย์สะสมและแพลงก์ตอน บลูม ช่วยควบคุมพีเอชในน้ำไม่ให้แกว่ง ดังนั้นการใช้โปรแกรมโปรไบโอติกจะทำให้การจัดการสภาพแวดล้อมในบ่อเลี้ยงเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งมีโอกาสประสบความสำเร็จในการเลี้ยงเพิ่มมากขึ้น
ที่มา : ข่าวกุ้ง
แร่ธาตุ กับกุ้งขาว
แร่ธาตุ กับกุ้งขาวไทย โดย ดร.บุญรัตน์ ปทุมชาติ

และ ข้อมูลจากการบรรยายของผู้ทรงความรู้ในงานWAS ซึ่งจัดขึ้นในบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย และ ล่าสุดจัดที่เท็กซัส ประเทศอเมริกา
พร้อมที่จะตามติดข้อมูลของแร่ธาตุแล้วหรือยังครับ ถ้าพร้อมแล้วก็เริ่มเลย
กุ้งทะเลไม่ว่าจะเป็นกุ้งกุลาดำหรือกุ้งขาวแวนนาไม ต่างก็เป็นสัตว์ที่มีความสัมพันธ์กับการลอกคราบ และ การปรับสมดุลในตัวเมื่อต้องอยู่ในสิ่งแวดล้อมต่างๆเพื่อความอยู่รอดและการเจริญเติบโต ในปัจจุบันเราพบว่าผู้เลี้ยงกุ้งทะเลบางรายมีปัญหากับการเลี้ยงกุ้งในบ่อของตัวเอง ดังนั้นการมองหาปัญหาที่เกิดจึงอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ หนึ่งในนั้นอาจเป็นปัญหาเรื่องของแร่ธาตุที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการและการปรับสมดุลย์แร่ธาตุของกุ้งที่เราปล่อยเลี้ยงก็เป็นได้
ความสำคัญของแร่ธาตุในการเลี้ยงกุ้งทะเล
กุ้งเป็นสัตว์ที่มีเปลือกเป็นโครงสร้างหุ้มร่างกาย กุ้งเจริญเติบโตได้ต้องลอกคราบ
สารอาหารที่กุ้งกินหรือได้รับกุ้งจะนำไปใช้เพื่อ 1.การดำรงชีวิต 2.สร้างเปลือก 3.การเจริญเติบโต และ 4.ใช้พัฒนาในระบบสืบพันธุ์
แร่ธาตุเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในโครงสร้างเปลือก และเนื้อเยื่อที่อ่อนนุ่ม (soft tissues) รวมทั้ง เป็นองค์ประกอบปัจจัยร่วม( cofactor) และ หรือตัวกระตุ้น(activators) ในเอนไซม์น้ำย่อย หลายชนิดของกุ้ง
แร่ธาตุที่ละลายได้ดี เช่น แคลเซียม(Ca), ฟอสฟอรัส(P), โซเดียม(Na), โปตัสเซียม( K), และ คลอไรด์(Cl) แร่ธาตุเหล่านี้จะทำหน้าที่ในระบบสมดุลเกลือแร่ระหว่างร่างกายสัตว์กับสิ่งแวดล้อม รวมทั้งบำรุงรักษาความสมดุลความเป็นกรดด่างของร่างกายและความต่างศักย์ของเนื้อเยื่อของกุ้งเพื่อทำให้สามารถอยู่ได้อย่างปกติ โดยแร่ธาตุที่สำคัญหลายตัว เกษตรกรสามารถเพิ่มลงไปในน้ำที่เลี้ยงกุ้งได้โดยตรง แต่แร่ธาตุอีกหลายตัวก็ควรใส่เพิ่มในอาหารกุ้งอีกทั้งถ้าต้องการให้เหมาะสมจริงๆต้องใส่ตั้งแต่โรงงานผลิตอาหารกุ้งเลยดีที่สุด
หากจะมองให้ลึกลงไปในเรื่องแร่ธาตุ เราก็ต้องมีการตรวจหาค่าแร่ธาตุต่างๆในเลือดของกุ้งทะเลนั้นๆซึ่งเราก็ได้มีการตรวจโดยได้ค่าต่างๆ ดังตาราง(บุญรัตน์ ปทุมชาติ 2550)
ค่าแสดงการเปรียบเทียบไอออน( ions) ในเลือดกุ้ง ที่อยู่ในความเค็ม 30 พีพีที
แร่ธาตุ กุ้งขาว(มิลลิกรัมต่อลิตร) กับ กุ้งกุลาดำ (มิลลิกรัมต่อลิตร)
Na -โซเดียม 7,500 กับ8,000
Cl - คลอไรด์ 10,500 กับ 10,000
Ca - แคลเซียม 550 กับ 600
Mg - แมกนีเซียม 1,000 กับ 500
K - โปตัสเซียม 390 กับ 400
P - ฟอสฟอรัส 400 กับ 15
S - กำมะถัน หรือ ซัลเฟอร์ nd กับ 500
Mn - แมงกานีส 0.2 กับ 5
Cu - ทองแดง หรือ คอปเปอร์ 270 กับ 190
แร่ธาตุที่ต้องการมาก (Macro Mineral)
แคลเซียม (Calcium ) = Ca แคลเซียมมีความสำคัญต่อการสร้างเปลือก, ความสมดุลกรดด่างภายในร่างกาย ความต่างศักย์ของเมมเบรน(เนื้อเยื่อ) การแข็งตัวของเลือด การหดตัวของกล้ามเนื้อ และการดูดซับวิตามิน บี12
กุ้ง สามารถดูดซึมแร่ธาตุบางชนิดจากน้ำ เช่น แคลเซียม อาจจะพบการดูดซึมทั้งหมดหรือบางส่วนจากน้ำ (Desshimaru et al., 1978) จึงไม่จำเป็นต้องเสริมแคลเซียมในอาหารเลี้ยงกุ้งขาว P. vannamei (Davis et al., 1993)
ฟอสฟอรัส (Phosphorus) = P
ฟอสฟอรัสมีความสำคัญต่อการสร้างเปลือก โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงการเริ่มต้น สมดุลกรดด่างภายในร่างกาย ความต่างศักย์ของเมมเบรน ขบวนการเมตาโบลิซึม กุ้งสามารถดูดซึมแร่ธาตุบางชนิดจากน้ำ เนื่องจากในแหล่งน้ำธรรมชาติมีปริมาณฟอสฟอรัสต่ำ (Boyd, 1981) การดูดซึมฟอสฟอรัสของสัตว์น้ำจากน้ำจืดหรือน้ำเค็มโดยทั่วไปยังมีไม่เพียงพอ ดังนั้นฟอสฟอรัสในอาหารสัตว์น้ำจึงมีความสำคัญ การที่กุ้งต้องการสูงมีผลมาจากเนื่องจากกุ้งมีความจำเป็นต้องใช้ฟอสฟอรัสในการสร้างเปลือกตลอดวงจรการลอกคราบ
นอกจากนี้ความต้องการของฟอสฟอรัสในกุ้งยังขึ้นอยู่กับปริมาณแคลเซียมอีกด้วย สัดส่วนที่เหมาะสมในการแนะนำคือ 1 ต่อ 1
โซเดียม(Na) โปตัสเซียม(K) และคลอไรด์(Cl) (Sodium. Potassium and Chloride)
โซเดียม,โปตัสเซียม และคลอไรด์ นับว่าเป็นแร่ธาตุที่มีความสำคัญต่อกระบวนทางสรีรวิทยาในแง่ของการช่วยปรับระบบสมดุลเกลือแร่ภายในร่างกาย(osmoregulation)ของกุ้ง นับว่าเป็นแร่ธาตุกลุ่มที่มีความเข้มข้นสูงมากชนิดหนึ่งในระบบเลือดกุ้ง
โซเดียมและโปตัสเซียม ในเลือดจะมีค่าต่ำกว่าน้ำภายนอกเล็กน้อย ทำหน้าที่รักษาสมดุลแรงดันออสโมติก (osmotic balance) ควบคู่ไปกับคลอไรด์ โดยมี โปแตสเซียม แมกนีเซียม และแคลเซียมเป็นตัวช่วยปรับอีกทีหนึ่ง โซเดียมและโปตัสเซียมข่วยรักษาสภาพความเป็นกรด-ด่างในร่างกายให้สมดุล และทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของกล้ามเนื้อและระบบประสาท
คลอไรด์ กุ้งสามารถสะสมได้มากกว่าโซเดียมและโปรแตสเซียม จะมีความเข้มข้นใกล้เคียงกับโซเดียม เป็นธาตุที่มีการเคลื่อนย้ายรวดเร็ว เมื่อน้ำภายนอกมีการเปลี่ยนแปลงไปคลอไรด์จะรักษาความดันออสโมติก คลอไรด์มีส่วนกระตุ้นน้ำย่อยให้ทำงานดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งอะไมเลส(amylase) และรักษาความเป็นกรด-ด่างของน้ำย่อยและเป็นส่วนประกอบในน้ำย่อยด้วย
ปริมาณของคลอไรด์ในเลือดกุ้งทะเลจะเท่ากับในน้ำทะเลหรือใกล้เคียงกัน
แมกนีเซียม (Magnesium)
แมกนีเซียม มีความสำคัญต่อกุ้งทะเลในแง่เป็นตัวที่ช่วยปรับสมดุลเกลือแร่ภายในร่างกาย ความต่างศักย์ของเนื้อเยื่อ การสร้างเปลือก และการทำงานของเอนไซม์หลายชนิด เป็นแร่ธาตุที่พบปริมาณสูงในน้ำทะเล (1,350 mg/l)
แร่ธาตุรอง (Micro Mineral)
ทองแดง (Copper)
เนื่องจากทองแดงมีปริมาณต่ำมากในน้ำทะเล จึงทำให้กุ้งได้รับไม่เพียงพอต่อความต้องการต่อขบวนการทางสรีระเคมี เพื่อก่อให้เกิดการเจริญเติบโตสูงสุด การสร้างเนื้อเยื่อจากการสะสมแร่ธาตุ อีกทั้งกุ้งต้องใช้ทองแดงเพื่อเป็นองค์ประกอบของเลือด เพื่อลำเลียงออกซิเจน การเจริญเติบโตของกุ้งขาวแวนนาไมจะลดลงหากมีปริมาณทองแดงต่ำกว่า 34 มิลลิกรัม/กิโลกรัมอาหาร จึงควรมีทองแดงในอาหารกุ้งประมาณ 34-53 มิลลิกรัม/กิโลกรัม
เหล็ก (Iron)
ธาตุเหล็กมีความสำคัญต่อกุ้งเช่นกัน อาการขาดในกุ้งไม่ค่อยพบมากนักในกุ้ง หากมีมากเกินไปจะมีผลเสียทำให้การเจริญเติบโตลดลง
ไอโอดีนและแมงกานีส (Iodine and Manganese)
โดยทั่วไปแล้วไม่ค่อยได้ทำการประเมินถึงความจำเป็นของไอโอดีนต่อสรีรวิทยาของกุ้ง การเสริมปริมาณไอโอดีน 1 มิลลิกรัม/กิโลกรัมในอาหารจึงน่าที่จะเพียงพอที่ไม่ทำให้กุ้งมีอาหารขาด ขณะที่ปริมาณแมงกานีสในน้ำทะเลมีค่าต่ำมาก (0.01 mg/l) อีกทั้งขบวนการนำแมงกานีสไปใช้ประโยชน์ในร่างกายยังถูกยับยั้งด้วยphytic acid การเสริมในอาหารจึงเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณา อาการขาดแมงกานีสจะทำให้โตช้า การพัฒนาของเปลือกผิดปกติ ลูกวัยอ่อนตายสูง และอัตราการฟักจะต่ำ ควรเสริมแมงกานีสในอาหารประมาณ 4-20 มิลลิลิตร/กก
ซิลีเนียม (Selenium)และ ข้อมูลจากการบรรยายของผู้ทรงความรู้ในงานWAS ซึ่งจัดขึ้นในบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย และ ล่าสุดจัดที่เท็กซัส ประเทศอเมริกา
พร้อมที่จะตามติดข้อมูลของแร่ธาตุแล้วหรือยังครับ ถ้าพร้อมแล้วก็เริ่มเลย
กุ้งทะเลไม่ว่าจะเป็นกุ้งกุลาดำหรือกุ้งขาวแวนนาไม ต่างก็เป็นสัตว์ที่มีความสัมพันธ์กับการลอกคราบ และ การปรับสมดุลในตัวเมื่อต้องอยู่ในสิ่งแวดล้อมต่างๆเพื่อความอยู่รอดและการเจริญเติบโต ในปัจจุบันเราพบว่าผู้เลี้ยงกุ้งทะเลบางรายมีปัญหากับการเลี้ยงกุ้งในบ่อของตัวเอง ดังนั้นการมองหาปัญหาที่เกิดจึงอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ หนึ่งในนั้นอาจเป็นปัญหาเรื่องของแร่ธาตุที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการและการปรับสมดุลย์แร่ธาตุของกุ้งที่เราปล่อยเลี้ยงก็เป็นได้
ความสำคัญของแร่ธาตุในการเลี้ยงกุ้งทะเล
กุ้งเป็นสัตว์ที่มีเปลือกเป็นโครงสร้างหุ้มร่างกาย กุ้งเจริญเติบโตได้ต้องลอกคราบ
สารอาหารที่กุ้งกินหรือได้รับกุ้งจะนำไปใช้เพื่อ 1.การดำรงชีวิต 2.สร้างเปลือก 3.การเจริญเติบโต และ 4.ใช้พัฒนาในระบบสืบพันธุ์
แร่ธาตุเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในโครงสร้างเปลือก และเนื้อเยื่อที่อ่อนนุ่ม (soft tissues) รวมทั้ง เป็นองค์ประกอบปัจจัยร่วม( cofactor) และ หรือตัวกระตุ้น(activators) ในเอนไซม์น้ำย่อย หลายชนิดของกุ้ง
แร่ธาตุที่ละลายได้ดี เช่น แคลเซียม(Ca), ฟอสฟอรัส(P), โซเดียม(Na), โปตัสเซียม( K), และ คลอไรด์(Cl) แร่ธาตุเหล่านี้จะทำหน้าที่ในระบบสมดุลเกลือแร่ระหว่างร่างกายสัตว์กับสิ่งแวดล้อม รวมทั้งบำรุงรักษาความสมดุลความเป็นกรดด่างของร่างกายและความต่างศักย์ของเนื้อเยื่อของกุ้งเพื่อทำให้สามารถอยู่ได้อย่างปกติ โดยแร่ธาตุที่สำคัญหลายตัว เกษตรกรสามารถเพิ่มลงไปในน้ำที่เลี้ยงกุ้งได้โดยตรง แต่แร่ธาตุอีกหลายตัวก็ควรใส่เพิ่มในอาหารกุ้งอีกทั้งถ้าต้องการให้เหมาะสมจริงๆต้องใส่ตั้งแต่โรงงานผลิตอาหารกุ้งเลยดีที่สุด
หากจะมองให้ลึกลงไปในเรื่องแร่ธาตุ เราก็ต้องมีการตรวจหาค่าแร่ธาตุต่างๆในเลือดของกุ้งทะเลนั้นๆซึ่งเราก็ได้มีการตรวจโดยได้ค่าต่างๆ ดังตาราง(บุญรัตน์ ปทุมชาติ 2550)
ค่าแสดงการเปรียบเทียบไอออน( ions) ในเลือดกุ้ง ที่อยู่ในความเค็ม 30 พีพีที
แร่ธาตุ กุ้งขาว(มิลลิกรัมต่อลิตร) กับ กุ้งกุลาดำ (มิลลิกรัมต่อลิตร)
Na -โซเดียม 7,500 กับ8,000
Cl - คลอไรด์ 10,500 กับ 10,000
Ca - แคลเซียม 550 กับ 600
Mg - แมกนีเซียม 1,000 กับ 500
K - โปตัสเซียม 390 กับ 400
P - ฟอสฟอรัส 400 กับ 15
S - กำมะถัน หรือ ซัลเฟอร์ nd กับ 500
Mn - แมงกานีส 0.2 กับ 5
Cu - ทองแดง หรือ คอปเปอร์ 270 กับ 190
แร่ธาตุที่ต้องการมาก (Macro Mineral)
แคลเซียม (Calcium ) = Ca แคลเซียมมีความสำคัญต่อการสร้างเปลือก, ความสมดุลกรดด่างภายในร่างกาย ความต่างศักย์ของเมมเบรน(เนื้อเยื่อ) การแข็งตัวของเลือด การหดตัวของกล้ามเนื้อ และการดูดซับวิตามิน บี12
กุ้ง สามารถดูดซึมแร่ธาตุบางชนิดจากน้ำ เช่น แคลเซียม อาจจะพบการดูดซึมทั้งหมดหรือบางส่วนจากน้ำ (Desshimaru et al., 1978) จึงไม่จำเป็นต้องเสริมแคลเซียมในอาหารเลี้ยงกุ้งขาว P. vannamei (Davis et al., 1993)
ฟอสฟอรัส (Phosphorus) = P
ฟอสฟอรัสมีความสำคัญต่อการสร้างเปลือก โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงการเริ่มต้น สมดุลกรดด่างภายในร่างกาย ความต่างศักย์ของเมมเบรน ขบวนการเมตาโบลิซึม กุ้งสามารถดูดซึมแร่ธาตุบางชนิดจากน้ำ เนื่องจากในแหล่งน้ำธรรมชาติมีปริมาณฟอสฟอรัสต่ำ (Boyd, 1981) การดูดซึมฟอสฟอรัสของสัตว์น้ำจากน้ำจืดหรือน้ำเค็มโดยทั่วไปยังมีไม่เพียงพอ ดังนั้นฟอสฟอรัสในอาหารสัตว์น้ำจึงมีความสำคัญ การที่กุ้งต้องการสูงมีผลมาจากเนื่องจากกุ้งมีความจำเป็นต้องใช้ฟอสฟอรัสในการสร้างเปลือกตลอดวงจรการลอกคราบ
นอกจากนี้ความต้องการของฟอสฟอรัสในกุ้งยังขึ้นอยู่กับปริมาณแคลเซียมอีกด้วย สัดส่วนที่เหมาะสมในการแนะนำคือ 1 ต่อ 1
โซเดียม(Na) โปตัสเซียม(K) และคลอไรด์(Cl) (Sodium. Potassium and Chloride)
โซเดียม,โปตัสเซียม และคลอไรด์ นับว่าเป็นแร่ธาตุที่มีความสำคัญต่อกระบวนทางสรีรวิทยาในแง่ของการช่วยปรับระบบสมดุลเกลือแร่ภายในร่างกาย(osmoregulation)ของกุ้ง นับว่าเป็นแร่ธาตุกลุ่มที่มีความเข้มข้นสูงมากชนิดหนึ่งในระบบเลือดกุ้ง
โซเดียมและโปตัสเซียม ในเลือดจะมีค่าต่ำกว่าน้ำภายนอกเล็กน้อย ทำหน้าที่รักษาสมดุลแรงดันออสโมติก (osmotic balance) ควบคู่ไปกับคลอไรด์ โดยมี โปแตสเซียม แมกนีเซียม และแคลเซียมเป็นตัวช่วยปรับอีกทีหนึ่ง โซเดียมและโปตัสเซียมข่วยรักษาสภาพความเป็นกรด-ด่างในร่างกายให้สมดุล และทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของกล้ามเนื้อและระบบประสาท
คลอไรด์ กุ้งสามารถสะสมได้มากกว่าโซเดียมและโปรแตสเซียม จะมีความเข้มข้นใกล้เคียงกับโซเดียม เป็นธาตุที่มีการเคลื่อนย้ายรวดเร็ว เมื่อน้ำภายนอกมีการเปลี่ยนแปลงไปคลอไรด์จะรักษาความดันออสโมติก คลอไรด์มีส่วนกระตุ้นน้ำย่อยให้ทำงานดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งอะไมเลส(amylase) และรักษาความเป็นกรด-ด่างของน้ำย่อยและเป็นส่วนประกอบในน้ำย่อยด้วย
ปริมาณของคลอไรด์ในเลือดกุ้งทะเลจะเท่ากับในน้ำทะเลหรือใกล้เคียงกัน
แมกนีเซียม (Magnesium)
แมกนีเซียม มีความสำคัญต่อกุ้งทะเลในแง่เป็นตัวที่ช่วยปรับสมดุลเกลือแร่ภายในร่างกาย ความต่างศักย์ของเนื้อเยื่อ การสร้างเปลือก และการทำงานของเอนไซม์หลายชนิด เป็นแร่ธาตุที่พบปริมาณสูงในน้ำทะเล (1,350 mg/l)
แร่ธาตุรอง (Micro Mineral)
ทองแดง (Copper)
เนื่องจากทองแดงมีปริมาณต่ำมากในน้ำทะเล จึงทำให้กุ้งได้รับไม่เพียงพอต่อความต้องการต่อขบวนการทางสรีระเคมี เพื่อก่อให้เกิดการเจริญเติบโตสูงสุด การสร้างเนื้อเยื่อจากการสะสมแร่ธาตุ อีกทั้งกุ้งต้องใช้ทองแดงเพื่อเป็นองค์ประกอบของเลือด เพื่อลำเลียงออกซิเจน การเจริญเติบโตของกุ้งขาวแวนนาไมจะลดลงหากมีปริมาณทองแดงต่ำกว่า 34 มิลลิกรัม/กิโลกรัมอาหาร จึงควรมีทองแดงในอาหารกุ้งประมาณ 34-53 มิลลิกรัม/กิโลกรัม
เหล็ก (Iron)
ธาตุเหล็กมีความสำคัญต่อกุ้งเช่นกัน อาการขาดในกุ้งไม่ค่อยพบมากนักในกุ้ง หากมีมากเกินไปจะมีผลเสียทำให้การเจริญเติบโตลดลง
ไอโอดีนและแมงกานีส (Iodine and Manganese)
โดยทั่วไปแล้วไม่ค่อยได้ทำการประเมินถึงความจำเป็นของไอโอดีนต่อสรีรวิทยาของกุ้ง การเสริมปริมาณไอโอดีน 1 มิลลิกรัม/กิโลกรัมในอาหารจึงน่าที่จะเพียงพอที่ไม่ทำให้กุ้งมีอาหารขาด ขณะที่ปริมาณแมงกานีสในน้ำทะเลมีค่าต่ำมาก (0.01 mg/l) อีกทั้งขบวนการนำแมงกานีสไปใช้ประโยชน์ในร่างกายยังถูกยับยั้งด้วยphytic acid การเสริมในอาหารจึงเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณา อาการขาดแมงกานีสจะทำให้โตช้า การพัฒนาของเปลือกผิดปกติ ลูกวัยอ่อนตายสูง และอัตราการฟักจะต่ำ ควรเสริมแมงกานีสในอาหารประมาณ 4-20 มิลลิลิตร/กก
ซิลีเนียมเป็นธาตุที่ช่วยป้องกันเซลล์จากการทำลายของ peroxidase อาการขาดซิลีเนียมคือทำให้การพัฒนาของเปลือกผิดปกติ พบว่ากุ้งขาว juvenile P. vannamei จะโตดีที่สุดหากมีการเสริมซิลีเนียมลงไป 0.2-0.4 มิลลิกรัม/กิโลกรัมอาหาร อย่างไรก็ดีในอาหารสำเร็จรูปจะพบว่ามีปริมาณเพียงพอหากใช้ปลาป่นเป็นส่วนประกอบมากกว่า 15% และควรระวังที่ต้องเสริมซิลีเนียมเกินมากๆเนื่องจากมีแนวโน้มเป็นพิษ
สังกะสี (Zinc)
สังกะสีเป็นธาตุที่เป็นองค์ประกอบของเอนไซม์หลายชนิด เช่น alkaline phosphatase เพื่อทำให้ขบวนการสร้างเนื้อเยื่อเป็นไปได้อย่างปกติในกุ้งขาว P. vannamei จึงควรมีสังกะสี 33 มิลลิกรัม/กิโลกรัมในอาหาร
ด้วยเหตุที่เรามีการเลี้ยงกุ้งทะเลแบบปล่อยแน่นมากในบ่อ ซึ่งเป็นเรื่องที่ฝ่าฝืนธรรมชาติพอสมควร จึงเกิดศาสตร์และศิลป์มากมายเพื่อให้การเลี้ยงยังคงอยู่ได้ไม่น้อยไปกว่าการเลี้ยงในสภาวะปกติ
การเพิ่มแร่ธาตุลงในน้ำ อาจจะทำได้บางชนิด แต่มีโอกาสสูญเสียและต้องใช้ในปริมาณมาก อาจไม่คุ้มหรืออาจจะอยู่ในรูปที่กุ้งมีประสิทธิภาพต่ำในการนำไปใช้
แร่ธาตุบางชนิด เช่น ฟอสฟอรัส และ (Cu)ทองแดง ที่ละลายอยู่ในน้ำบ่อกุ้งมีข้อจำกัดในการนำมาใช้ด้วยการดูดซึมจากน้ำโดยตรง ดังนั้นเราต้องเสริม ฟอสฟอรัส และ ทองแดง ลงในอาหารจึงน่าที่จะแก้ปัญหาได้ อีกทั้งทองแดง มีอยู่ในน้ำในปริมาณที่ต่ำมากจึงก่อให้เกิดปัญหาต่อกุ้งในสภาพเลี้ยงที่หนาแน่นและความเค็มน้ำต่ำ เนื่องจากทราบกันดีแล้วว่า Cu หรือทองแดง เป็นองค์ประกอบของฮีโมไซยานินhaemocyanin ที่ทำหน้าที่ในการลำเลียงออกซิเจนO2 และที่สภาวะดังกล่าวกุ้งต้องมีการใช้พลังงานมาก การใช้ออกซิเจน ก็ย่อมมากตามไปด้วย การนำออกซิเจนมาใช้ได้มากจึงขึ้นอยู่กับ Cuหรือ ทองแดงเป็นปัจจัยสำคัญ(กุ้งขาวเป็นกุ้งที่ต้องการออกซิเจนสูงกว่ากุ้งกุลาดำ)
แร่ธาตุบางชนิด เช่น แมงกานีส (Mn) ละลายอยู่ในน้ำต่ำมาก กุ้งได้รับไม่เพียงพอจากการดูดซึมจากน้ำโดยตรง การเสริม แมงกานีส(Mn )ลงในอาหารจึงน่าที่จะแก้ปัญหาได้
คำแนะนำสำหรับเกษตรกรไทย(เอกอนันต์ ยุวเบญจพล)
" หากต้องการเพิ่ม แมกนีเซียม ในน้ำ แนะนำให้ใช้ แมกนีเซียมคลอไรด์ จะได้ประโยชน์มากกว่า แมกนีเซียมซัลเฟต(ดีเกลือ)
" หากต้องการเพิ่ม แคลเซียม ในน้ำ สามารถเลือกใช้ปูนขาว(แคลเซียมคาร์บอเนต)ได้ หรือ แคลเซียมซัลเฟต(ยิบซั่ม)
" การใส่แร่ธาตุในน้ำ ที่ถูกต้องคือ ต้องค่อยๆใส่ อย่าเน้นใส่ในปริมาณมากในครั้งเดียว เนื่องจากกุ้งเองก็ต้องปรับตัว ถ้าใส่มากๆกุ้งก็จะเสียสมดุลเช่นกัน ตัวอย่างที่เห็นได้คือ การใส่แร่ธาตุแมกนีเซียมในบ่อกุ้งของเกษตรกรต้องทยอยใส่ อย่าใส่เพียงแค่วันพระหรือวันโกนในปริมาณมากครั้งเดียวจบเป็นต้น
" กุ้งขาวในบ่อหากเราสามารถรักษาระดับพีเอชของน้ำไม่ให้เปลี่ยนแปลงมากในรอบวัน กุ้งขาวก็จะไม่เครียด เพราะร่างกายกุ้งไม่ต้องพยายามในการปรับค่าพีเอชของเลือดในตัวนั่นเอง การเลี้ยงกุ้งก็จะง่ายขึ้น
" สำหรับเรื่องของ ทองแดง หรือ คอปเปอร์(copper) ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นมากสำหรับเลือดกุ้ง แต่อันนี้เป็นหน้าที่ของบริษัทอาหารสัตว์ที่ขอแนะให้ทางฝ่ายสูตรได้ใส่ไปในอาหารกุ้งขาวด้วย.
" ส่วนฟอสฟอรัส เป็นแร่ธาตุที่ผสมในอาหารจะเหมาะสมกว่า เพราะกุ้งขาวมีข้อจำกัดในการดูดซึมมาจากน้ำ
-หากเกษตรกรพบว่ากุ้งมีอาการเป็นตะคริวง่าย สามารถลดปัญหาโดยใส่ โปตัสเซียมเพิ่มในน้ำ ซึ่งขอแนะให้ใส่ปุ๋ย สูตร 0-0-50
ในปริมาณน้อยๆไม่ต้องมาก เช่น ใส่ 2-5 กิโลกรัมต่อไร่ ในวันที่พบกุ้งมีอาการ และ ให้สังเกตวันถัดไปว่ายังมีกุ้งที่มีอาการเป็นตะคริวอีกหรือไม่ ถ้ามีก็ให้ใส่อีก สามารถเติมได้ทุกวันเพราะเราใส่ไม่มาก เกษตรกรควรหยุดใส่เมื่อพบว่ากุ้งในบ่อเป็นปกติแล้ว (มีข้อมูลงานทดลองจากต่างประเทศ (WASที่เท็กซัส)สรุปว่าการให้โปตัสเซียมผสมในอาหารกับกุ้ง ได้ผลน้อยกว่าการใส่ลงในน้ำโดยตรง)
-โปแตสเซียมกุ้งจะรักษาระดับโปแตสเซี่ยมให้เท่ากับปริมาณของโปแตสเซี่ยมที่ละลายอยู่ในน้ำทะเล
-แคลเซียม จะถูกสะสมไว้ตามเนื้อเยื่อและเปลือกส่วนที่เกินความต้องการจะถูกขับถ่ายออกมา
-โซเดียม โปแตสเซียม และ คลอไรด์ จะถูกควบคุมโดยเหงือก แร่ธาตุเหล่านี้จะช่วยให้กุ้งขาวทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดล้อม
-กุ้งจะใช้แมกนีเซียมได้อย่างมีประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อมีสัดส่วนที่สมดุลกับแคลเซียม คือ อัตราส่วน แมกนีเซียม 3 ส่วน ต่อแคลเซียม 1 ส่วน
อย่าแปลกใจที่การเลี้ยงกุ้งปัจจุบัน ดูเหมือนจะเลี้ยงยากขึ้นทุกทีๆ ทั้งนี้ส่วนหนึ่งเกิดจากแร่ธาตุต่างๆที่เราละเลยและมีไม่เพียงพอกับความต้องการของกุ้งที่ปล่อยลงบ่อเลี้ยง หากเกษตรกรปรับตัวทันรู้จักเพิ่ม-เติมแร่ธาตุต่างๆในส่วนที่เหมาะสม ปล่อยกุ้งไม่หนาแน่นเกินศักยภาพของบ่อผลการเลี้ยงกุ้งก็มีจะปัญหาน้อยลง และมีคำถามทิ้งไว้หน่อยว่าถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะปล่อยกุ้งในอัตราที่พอเหมาะกับพื้นที่ของตัวเอง
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

